การใช้กฎหมายต้องเป็นคุณแก่จำเลย
17/08/2022Highlight
- หากกฎหมายใดไปจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควร ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่
- เมื่อปัญหายาเสพติดให้โทษมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด ต้องคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม จะเป็นอย่างไร
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒
- พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐
การใช้กฎหมายต้องเป็นคุณแก่จำเลย
นายศรศวัส มลสุวรรณ
นักวิชาการคดีรัฐธรรมนูญชำนาญการ
สำนักคดี ๑ กลุ่มงานคดี ๒
อุทธาหรณ์ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์เพื่อให้
การปราบปรามและควบคุมยาเสพติดให้โทษเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อปัญหายาเสพติดให้โทษเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ จึงต้องมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด แต่การตรากฎหมายจะต้องคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม
ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า นาย ร. กับพวกถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาฐานความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และประมวลกฎหมายอาญา ถูกศาลพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต คดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนนาย อ. ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีจากฐานความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ถูกศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกและปรับ
ต่อมาจำเลยทั้งสอง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้นำพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสาม ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๓ มาใช้ในการวินิจฉัยคดีของตนใหม่ เนื่องจากบทบัญญัติเดิมกำหนดให้การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ ๑ หรือการมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๒ ประเภท ๔ หรือประเภท ๕ ไว้ในครอบครองมีปริมาณตามที่กำหนดไว้ขึ้นไป “ให้ถือว่าเป็นการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย” ส่วนบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ใช้คำว่า “ให้สันนิษฐานว่าเป็นการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย” โดยอ้างว่าบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นคุณมากกว่า เนื่องจากเปลี่ยนจากบทสันนิษฐานเด็ดขาด “ถือว่า” มาเป็นบทสันนิษฐาน “สันนิษฐานว่า” ที่เปิดโอกาสให้ศาลได้ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาจากพฤติการณ์หรือเจตนาที่แท้จริง
ของผู้กระทำความผิด ส่งผลให้การกำหนดโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดมีความแตกต่างกัน แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง กำหนดให้บทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวไม่ใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้นำกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่กฎหมายนี้บังคับแก่คดีนั้นต่อไปจนกว่าคดีถึงที่สุด พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๙ และมาตรา ๒๗๙ วรรคสอง
คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การห้ามนำกฎหมายที่แก้ไขใหม่ที่เป็นคุณมาใช้บังคับกับจำเลยในคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ? ศาลรัฐธรรมนูญวางหลักไว้ว่า การที่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง กำหนดไม่ให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยมาใช้บังคับแก่คดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ทั้งที่หลักพื้นฐานของการบริหารงานยุติธรรมทางอาญาที่ดีและเป็นธรรมของไทยจะต้องนำกฎหมายที่เป็นคุณมาใช้บังคับแก่จำเลยในคดีอาญาตราบเท่าที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่เมื่อบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ไม่ใช้บังคับกับคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว และคดียังไม่ถึงที่สุด จึงขัดต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง จำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินกว่าสมควรแก่เหตุตามมาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง และเป็นการปฏิบัติต่อจำเลยเสมือนว่าเป็นบุคคล
ที่ได้กระทำความผิดโดยที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาอันถึงที่สุด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ วรรคสองอีกด้วย
บทสรุป แม้กฎหมายยาเสพติดให้โทษมีความจำเป็นเพื่อป้องปรามและควบคุมยาเสพติดให้โทษ
แต่บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวต้องไม่ไปจำกัดสิทธิและเสรีภาพบุคคล อีกทั้ง ต้องคำนึงถึงหลักความได้สัดส่วน และกระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเพียงเท่าที่จำเป็น หากกฎหมายใดไปจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพ
ของบุคคลเกินสมควร บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นย่อมขัดต่อหลักนิติธรรม และขัดต่อรัฐธรรมนูญ
(คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๖ - ๗/๒๕๖๑)
การปราบปรามและควบคุมยาเสพติดให้โทษเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อปัญหายาเสพติดให้โทษเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ จึงต้องมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด แต่การตรากฎหมายจะต้องคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม
ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า นาย ร. กับพวกถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาฐานความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และประมวลกฎหมายอาญา ถูกศาลพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต คดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนนาย อ. ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีจากฐานความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ถูกศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกและปรับ
ต่อมาจำเลยทั้งสอง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้นำพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสาม ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๓ มาใช้ในการวินิจฉัยคดีของตนใหม่ เนื่องจากบทบัญญัติเดิมกำหนดให้การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ ๑ หรือการมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๒ ประเภท ๔ หรือประเภท ๕ ไว้ในครอบครองมีปริมาณตามที่กำหนดไว้ขึ้นไป “ให้ถือว่าเป็นการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย” ส่วนบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ใช้คำว่า “ให้สันนิษฐานว่าเป็นการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย” โดยอ้างว่าบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นคุณมากกว่า เนื่องจากเปลี่ยนจากบทสันนิษฐานเด็ดขาด “ถือว่า” มาเป็นบทสันนิษฐาน “สันนิษฐานว่า” ที่เปิดโอกาสให้ศาลได้ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาจากพฤติการณ์หรือเจตนาที่แท้จริง
ของผู้กระทำความผิด ส่งผลให้การกำหนดโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดมีความแตกต่างกัน แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง กำหนดให้บทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวไม่ใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้นำกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่กฎหมายนี้บังคับแก่คดีนั้นต่อไปจนกว่าคดีถึงที่สุด พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๙ และมาตรา ๒๗๙ วรรคสอง
คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การห้ามนำกฎหมายที่แก้ไขใหม่ที่เป็นคุณมาใช้บังคับกับจำเลยในคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ? ศาลรัฐธรรมนูญวางหลักไว้ว่า การที่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง กำหนดไม่ให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยมาใช้บังคับแก่คดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ทั้งที่หลักพื้นฐานของการบริหารงานยุติธรรมทางอาญาที่ดีและเป็นธรรมของไทยจะต้องนำกฎหมายที่เป็นคุณมาใช้บังคับแก่จำเลยในคดีอาญาตราบเท่าที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่เมื่อบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ไม่ใช้บังคับกับคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว และคดียังไม่ถึงที่สุด จึงขัดต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง จำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินกว่าสมควรแก่เหตุตามมาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง และเป็นการปฏิบัติต่อจำเลยเสมือนว่าเป็นบุคคล
ที่ได้กระทำความผิดโดยที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาอันถึงที่สุด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ วรรคสองอีกด้วย
บทสรุป แม้กฎหมายยาเสพติดให้โทษมีความจำเป็นเพื่อป้องปรามและควบคุมยาเสพติดให้โทษ
แต่บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวต้องไม่ไปจำกัดสิทธิและเสรีภาพบุคคล อีกทั้ง ต้องคำนึงถึงหลักความได้สัดส่วน และกระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเพียงเท่าที่จำเป็น หากกฎหมายใดไปจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพ
ของบุคคลเกินสมควร บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นย่อมขัดต่อหลักนิติธรรม และขัดต่อรัฐธรรมนูญ
(คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๖ - ๗/๒๕๖๑)
More Information
- อ่านบทความเต็มเรื่อง “การใช้กฎหมายต้องเป็นคุณแก่จำเลย”
- ติดตามเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้ทุกช่องทาง
- LINE Official Account สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: @occ_th
- เว็บไซต์ สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: www.constitutionalcourt.or.th






Login with facebook
Login with google